การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่มากับมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยมนุษย์ใช้
ภาษาเป็นสื่อในการส่งข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยมีอากาศเป็นตัวกลาง ซึ่งในภาษาที่มนุษย์ใช้
สื่อสารกันนั้น จะต้องมีข้อตกลงกันว่าแต่ละสัญลักษณ์ หรือคำพูด แทนหรือหมายถึงสิ่งใด มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการ
และเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การใช้สัญญาณควันไฟของชาว
อินเดียแดง หรือการใช้ม้าเร็วในการส่งสาส์น จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการใช้โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และ
อินเทอร์เน็ต
ความหมายของการสื่อสารข้อมูล เกิดจากคำสองคำ คือ การสื่อสาร (Communication) ซึ่งหมายถึง การส่ง
เนื้อหาจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และคำว่าข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็น
ข้อเท็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคำนวณ [17] ซึ่งในที่นี้เราจะหมายถึงข้อมูลที่เกิดขึ้น
จากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปตัวเลข 0 หรือ 1 ต่อเนื่องกันไป ซึ่งเป็นค่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ นั่นคือ การ
สื่อสารข้อมูล หมายถึง การส่งเนื้อหาที่อยู่ในรูปตัวเลขฐานสองที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2
เครื่องขึ้นไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนแบ่งปันการใช้ทรัพยากรที่มี
อยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
พื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูล (Data Communication)
หมายถึง การส่งข้อมูลข่าวสารจากจุด ๆ หนึ่ง ชึ่งเรียกว่า จุดเริ่มต้นหรือจุดส่งสัญญาณไปยังจุดปลายทางหรือจุดรับข่าวสารโดยอาศัยตัวกลางหรือพาหะนำสัญญาณ
พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ
1). ตัวส่งสัญญาณหรือแหล่งกำเนิด (Source)
2). ตัวกลางหรือพาหะนำสัญญาณ (Medium)
3). ตัวรับหรือผู้รับ (Sink)
รูปแบบทิศทางของการส่งสัญญาณสื่อสารมี 3 รูปแบบ
1). การส่งสัญญาณแบบทางเดี่ยว (Simplex)
หมายถึง ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลข่าวสารผ่านตัวกลางไปให้ผู้รับได้ฝ่ายเดียวซึ่งผู้รับข่าวสารไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้ เช่น วิทยุกระจายเสียง , TV , ข่าวสารทางนิตยสารต่าง ๆ
2). การส่งสัญญาณแบบกึ่งทางคู่ (Half – Duplex)
หมายถึง ผู้ส่งสามารถส่งข่าวสารผ่านตัวกลางไปให้ผู้รับได้และผู้รับก็สามารถโต้ตอบกลับไปให้ผู้ส่งได้แต่ต้องผลัดกัน รับ – ส่ง เช่น วิทยุมือถือ , FAX
3). การส่งสัญญาณแบบทางคู่ (Full – Duplex)
หมายถึง การส่งสัญญาณที่ผู้รับและผู้ส่งสามารถโต้ตอบกันได้โดยทันทีทันใด เช่น การคุยโทรศัพท์ , สนทนา
สัญญาณ (signal)
ก่อนจะอธิบายถึงช่องสัญญาณ เรามาทำความเข้าใจสัญญาณ (signal) ที่ใช้เป็นพาหนะสำหรับส่งข้อมูลสัญญาณที่ใช้แทนข้อมูล และนำพาข้อมูลผ่านสายส่ง มี 2 รูปแบบ คือ
• สัญญาณดิจิตอล (digital)
• สัญญาณอะนาล็อค (Analog)
.1 . สัญญาณดิจิตอล (digital)
สัญญาณดิจิตอล จะอยู่ในรูปของพัลส์ไฟฟ้าสี่เหลี่ยมบนช่องสัญญาณ ข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นช่องสัญญาณดิจิตอล จะถูกนำเข้าช่องสัญญาณในอนุกรมของบิท 0 หรือ 1 ซึ่งแสดงด้วยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง หรือต่ำบนช่องสัญญาณ เช่น สัญญาณดิจิตอลบนช่องสัญญาณหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง บิท 1 แสดงโดยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า 5 voltsขณะที่ บิท 0 แทนด้วย 0 volts
ในทางอุดมคติแล้ว การส่งสัญญาณดิจิตอลน่าจะเป็นวิธีการการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านสายสัญญาณที่ดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลที่เก็บในคอมพิวเตอร์จะอยู่ในรูปของไบนารี คืออนุกรมของเลข 0 หรือ 1 อยู่แล้ว
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เรายังเผชิญปัญหาความผิดเพี้ยนของสัญญาณที่ผกผันไปตามระยะทางมากขึ้นเมื่อเดินทางบนสายสัญญาณที่ความเร็วสูงขึ้น กล่าวคือ เมื่อสัญญาณถูกส่งด้วยความเร็วสูงขึ้น มันหมายความว่า ช่องว่างระหว่างพัลส์ไฟฟ้ายิ่งแคบน้อยลง ยิ่งระยะทางไกลโอกาสที่กำลังของสัญญาณไฟฟ้าอ่อนลงยิ่งมีมาก เป็นผลให้ตัวรับสัญญาณไฟฟ้าไม่สามารถแยกสัญญาณได้ถูกต้อง
เพื่อจัดการกับปัญหาการลดลงของระดับสัญญาณ เราจะติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) อยู่เป็นระยะ ๆ บนสายส่งระหว่างอุปกรณ์ปลายทางและต้นทาง เมื่ออุปกรณ์ทวนสัญญาณตรวจรู้ว่าระดับคุณภาพของสัญญาณลดลง (Degrade) เมื่อนั้นอุปกรณ์ทวนสัญญาณจะสร้างสัญญาณที่รับเข้ามาใหม่ก่อนส่งต่อไปบนช่องสัญญาณ
2.สัญญาณอะนาล็อค (Analog)
สัญญาณอะนาล็อคใช้ค่าต่อเนื่องของความต่างศักย์ไฟฟ้าบนช่องสัญญาณแทนข้อมูล เราสามารถใช้สัญญาณอะนาล็อคส่งข้อมูลด้วยบิท 0 หรือ 1 หรือส่งสัญญาณหลากหลาย เช่น สัญญาณเสียงและภาพ
แสง เสียง คลื่นวิทยุ และสัญญาณอะนาล็อคอื่น ๆ สามารถเดินทางผ่านอากาศในรูปของคลื่นความถี่ได้เหมือนเดินทางผ่านสาย
ลักษณะของคลื่นจะกำหนดโดยขนาด หรือ แอมปลิจูด (amplitude) และความถี่ (frequency)
แอมปลิจูด คือ ความสูงของคลื่น แอมปลิจูดของคลื่น ขึ้นอยู่กับช่วงของความต่างศักย์ไฟฟ้าบนสายสัญญาณ เช่น ช่วงกว้างความต่างศักย์ไฟฟ้า ระหว่าง -5 ถึง +5 volts จะสร้างคลื่นที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วงกว้างความต่างศักย์ -3 กับ +3 volts
ความถี่ (frequency) หมายถึง จำนวนครั้งที่เกิดคลื่นซ้ำ ในรูปแบบเดิมในช่วงเวลาหนึ่ง คลื่นจะถูกแกว่งตามความถี่ที่กำหนด หน่วยของจำนวนครั้งที่คลื่นแกว่ง ในเวลาหนึ่งวินาทีเรียกว่า เฮิร์ทซ์ (Hertz: Hz) ตัวอย่างเช่น ถ้าคลื่นแกว่งซ้ำไปมาในรูปแบบเดิม 30 ครั้งในหนึ่งวินาที หมายความว่าคลื่นแกว่งที่ 30 รอบต่อ 1 วินาที หรือ 30 Hz ถ้าคลื่นแกว่งด้วยความถี่สูงในหลักพันรอบต่อวินาที จะมีหน่วยวัดเป็น กิโลเฮิร์ทซ์ (KHz) ถ้าเป็นหลักล้านรอบ หน่วยวัดเป็น เมกกะเฮิร์ทซ์ (MHz) และหลักพันล้านรอบมีหน่วยวัดเป็น กิกะเฮิร์ทซ์ (GHz)
โหมดของการส่งผ่านข้อมูล (Tranmission Mode)
สามารถแบ่งวิธีการส่งผ่านข้อมูลได้ 2 รูปแบบ
1). การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmistion)
ในการส่งข้อมูลแบบขนานทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปตามสายขนานกันและพร้อมกัน จำนวนสายส่งจะสองเท่ากับจำนวนบิตที่นำมาเข้ารหัส เช่น 8 บิต ต้องมีสายส่ง 8 เส้น เช่น ถ้าใช้รหัส ASCII 1 ตัวอักษรถูกแทนด้วย 8 บิต
2). การส่งผ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบนี้ ทุกบิตที่ถูกเข้ารหัสจะถูกส่งออกไปเรียงกันตามลำดับก่อนหลังตามกันไปโดยใช้สายเส้นเดียว
การส่งผ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1). การชิงโคนัส (Synchronization)
การส่งแบบชิงโดนัสจะส่งข้อมูลไปพร้อมกันโดยไม่มีช่องว่างแต่ต้องมีสัญญาณนำเพื่อให้ผู้รับทราบว่าจะเริ่มทำการส่งข้อมูล
2). การส่งข้อมูลแบบอะชิงโคนัส (Asynchronous)
การส่งข้อมูลแบบนี้จะต้องมีสัญญาณ Start ตามด้วยข้อมูลและ Stop ปิดท้ายข้อมูล
รหัสข้อมูล ( Data Code ) จากที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้การส่งข้อมูลดิจิตอลที่ใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไป
บนสายสัญญาณ ด้วยเทคนิคการเข้าสัญญาณแบบต่าง ๆ ข้อมูลจะต้องถูกแปลงเป็นชุดของตัวเลขบิท 0
และ 1
หน่วยของข้อมูลเช่น อักขระ ( character ) จะถูกแทนด้วยชุดของบิท 0 และ 1 จำนวนหนึ่ง เราเรียกชุด
ของบิท 0 และ 1 นี้ว่า รหัส
รหัสที่นิยมใช้กันในระบบสื่อสารข้อมูลมี 2 แบบ คือ
• รหัส ASCII
• รหัส EBCDIC
1. รหัส ASCII
ASCII ( American Standard Code for Information Interchange ) หรือ ที่รู้จักกันในนาม International
Alphabet Number 5
ASCII ใช้รหัส 7 บิท แทนอักษรและอักขระควบคุม เพื่อให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถสื่อสารกับ
คอมพิวเตอร์ได้
ตัวอย่างเช่น อักษร “B” ASCII = 66 แปลงเป็นฐานสอง แทนด้วยบิท 1000010
ตัวเลข “ 1 ” แทนด้วย บิท 0110001 เป็นต้น
ASCII ใช้เลข 7 บิท แทนตัวอักขระ และเติมบิทที่ 8 สำหรับควบคุมการผิดพลาด หรือตรวจสอบพาริตี้ (
parity ) ในระบบสื่อสารข้อมูล สามารถใช้พาริตี้คู่ หรือ พาริตี้คี่ เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลถูกส่งผ่านไปถึง
ผู้รับที่ปลายทางเหมือนกับที่ต้นทางทุกประการ
การส่งรหัสข้อมูลลงบนช่องสัญญาณ จะส่งจากขวาไปซ้าย คือ บิท b 1 อยู่ขวาสุดถูกส่งก่อนตามด้วย b
2 จนถึง b 7 จากนั้นจะเต็มบิทที่ 8 สำหรับควบคุม กรณีเลือกพาริตี้คี่ ( add parity ) บิทที่ 8 จะถูกเติมด้วย
บิท 0 หรือ 1 ที่ทำให้ผลรวมของจำนวนบิท “ 1 ” ในอักขระที่เป็นเลขคี่
ตัวอย่างเช่น เลข 7 บิทที่แทนอักษร “B” คือ 1000010 ดังนั้น บิทที่ 8 นี้จะทำให้ผลรวมของทุกบิท
สำหรับรหัสนี้เป็นพาริตี้คี่ ต้องเป็น “ 1 ” นั้นคือ เติม “ 1” ที่ซ้ายสุดของรหัสชุดนี้ 11000010
เมื่อสถานีรับรหัส ASCII ที่ใช้พาริตี้บิทคี่เข้ามา จะตรวจผลรวมของเลข “ 1” ของชุดรหัสที่แทนอักขระนั้น
ว่าเป็นเลขคี่หรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง ก็จะถือว่ามีข้อผิดพลาดจากการส่งสัญญาณ จากนั้นกระบวนการแก้ไข
ระดับความผิดพลาด ( link level error recovery ) เพื่อส่งให้มีสัญญาณใหม่อีกครั้ง กรณีพาริตี้คู่ พาริตี้
บิทเติมด้วยเลข “ 0” หรือ “ 1” เพื่อทำให้ผลการรวมของจำนวนบิท “ 1” ของรหัสที่แทนอักขระนั้นเป็นเลข
คู่ เช่น อักษร “B” พาริตี้บิทจะถูกเติมด้วย “ 0”
การตรวจสอบพาริตี้บิท เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจหาความผิดพลาดของการส่งสัญญาณ ถึงแม้ว่าไม่
สามารถคลอบคลุมได้ทุกข้อผิดพลาดก็ตาม
2. รหัส EBCDIC
EBCDIC ( Extended Binary Coded Decimal lnterchange ) IBM เป็นผู้คิดค้นรหัสนี้ขึ้นใช้กับเครื่อง
IBM System/360 ในปี 1960 โดยใช้รหัส 8 บิท แทนอักขระทั้ง 256 ตัว และอักขระควบคุม
ตัวอย่างเช่น อักษร “b” แทนด้วยรหัส 10000010 และ “ 1” แทนด้วยรหัส 11110001 รหัส EBCDIC ไม่
ใช้การตรวจสอบพาริตี้ แต่ใช้วิธีอื่นในการตรวจหาระดับความผิดพลาดของการส่งสัญญาณ ซึ่ง
โปรโตคอลสำหรับระดับการเชื่อมโยง ( Link-Level Protocol ) EBCDIC ไม่ใช้กันแพรหลายนัก แต่ก็มี
ความสำคัญเนื่องจากเป็นรหัสที่ใช้กับเครื่อง IBM
ช่องสัญญาณสื่อสารหมายถึง สื่อตัวกลางที่ข้อมูลเดินทางผ่านไปมาตัวอย่างได้แก่ สายไฟ , สาย UTP ,
STP , สายโดแอกเชียว , เคเบิลใยแก้วนำแสงและอากาศ เป็นต้น ซึ่งสื่อแต่ละชนิดจะมีสมรรถนะในการ
ส่งข้อมูลแตกต่างกันไป
การสื่อสารข้อมูล (Data Communication)
หมายถึง การส่งข้อมูลข่าวสารจากจุด ๆ หนึ่ง ชึ่งเรียกว่า จุดเริ่มต้นหรือจุดส่งสัญญาณไปยังจุดปลายทางหรือจุดรับข่าวสารโดยอาศัยตัวกลางหรือพาหะนำสัญญาณ
พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ
1). ตัวส่งสัญญาณหรือแหล่งกำเนิด (Source)
2). ตัวกลางหรือพาหะนำสัญญาณ (Medium)
3). ตัวรับหรือผู้รับ (Sink)
รูปแบบทิศทางของการส่งสัญญาณสื่อสารมี 3 รูปแบบ
1). การส่งสัญญาณแบบทางเดี่ยว (Simplex)
หมายถึง ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลข่าวสารผ่านตัวกลางไปให้ผู้รับได้ฝ่ายเดียวซึ่งผู้รับข่าวสารไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้ เช่น วิทยุกระจายเสียง , TV , ข่าวสารทางนิตยสารต่าง ๆ
2). การส่งสัญญาณแบบกึ่งทางคู่ (Half – Duplex)
หมายถึง ผู้ส่งสามารถส่งข่าวสารผ่านตัวกลางไปให้ผู้รับได้และผู้รับก็สามารถโต้ตอบกลับไปให้ผู้ส่งได้แต่ต้องผลัดกัน รับ – ส่ง เช่น วิทยุมือถือ , FAX
3). การส่งสัญญาณแบบทางคู่ (Full – Duplex)
หมายถึง การส่งสัญญาณที่ผู้รับและผู้ส่งสามารถโต้ตอบกันได้โดยทันทีทันใด เช่น การคุยโทรศัพท์ , สนทนา
สัญญาณ (signal)
ก่อนจะอธิบายถึงช่องสัญญาณ เรามาทำความเข้าใจสัญญาณ (signal) ที่ใช้เป็นพาหนะสำหรับส่งข้อมูลสัญญาณที่ใช้แทนข้อมูล และนำพาข้อมูลผ่านสายส่ง มี 2 รูปแบบ คือ
• สัญญาณดิจิตอล (digital)
• สัญญาณอะนาล็อค (Analog)
.1 . สัญญาณดิจิตอล (digital)
สัญญาณดิจิตอล จะอยู่ในรูปของพัลส์ไฟฟ้าสี่เหลี่ยมบนช่องสัญญาณ ข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นช่องสัญญาณดิจิตอล จะถูกนำเข้าช่องสัญญาณในอนุกรมของบิท 0 หรือ 1 ซึ่งแสดงด้วยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง หรือต่ำบนช่องสัญญาณ เช่น สัญญาณดิจิตอลบนช่องสัญญาณหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง บิท 1 แสดงโดยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า 5 voltsขณะที่ บิท 0 แทนด้วย 0 volts
ในทางอุดมคติแล้ว การส่งสัญญาณดิจิตอลน่าจะเป็นวิธีการการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านสายสัญญาณที่ดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลที่เก็บในคอมพิวเตอร์จะอยู่ในรูปของไบนารี คืออนุกรมของเลข 0 หรือ 1 อยู่แล้ว
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เรายังเผชิญปัญหาความผิดเพี้ยนของสัญญาณที่ผกผันไปตามระยะทางมากขึ้นเมื่อเดินทางบนสายสัญญาณที่ความเร็วสูงขึ้น กล่าวคือ เมื่อสัญญาณถูกส่งด้วยความเร็วสูงขึ้น มันหมายความว่า ช่องว่างระหว่างพัลส์ไฟฟ้ายิ่งแคบน้อยลง ยิ่งระยะทางไกลโอกาสที่กำลังของสัญญาณไฟฟ้าอ่อนลงยิ่งมีมาก เป็นผลให้ตัวรับสัญญาณไฟฟ้าไม่สามารถแยกสัญญาณได้ถูกต้อง
เพื่อจัดการกับปัญหาการลดลงของระดับสัญญาณ เราจะติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) อยู่เป็นระยะ ๆ บนสายส่งระหว่างอุปกรณ์ปลายทางและต้นทาง เมื่ออุปกรณ์ทวนสัญญาณตรวจรู้ว่าระดับคุณภาพของสัญญาณลดลง (Degrade) เมื่อนั้นอุปกรณ์ทวนสัญญาณจะสร้างสัญญาณที่รับเข้ามาใหม่ก่อนส่งต่อไปบนช่องสัญญาณ
2.สัญญาณอะนาล็อค (Analog)
สัญญาณอะนาล็อคใช้ค่าต่อเนื่องของความต่างศักย์ไฟฟ้าบนช่องสัญญาณแทนข้อมูล เราสามารถใช้สัญญาณอะนาล็อคส่งข้อมูลด้วยบิท 0 หรือ 1 หรือส่งสัญญาณหลากหลาย เช่น สัญญาณเสียงและภาพ
แสง เสียง คลื่นวิทยุ และสัญญาณอะนาล็อคอื่น ๆ สามารถเดินทางผ่านอากาศในรูปของคลื่นความถี่ได้เหมือนเดินทางผ่านสาย
ลักษณะของคลื่นจะกำหนดโดยขนาด หรือ แอมปลิจูด (amplitude) และความถี่ (frequency)
แอมปลิจูด คือ ความสูงของคลื่น แอมปลิจูดของคลื่น ขึ้นอยู่กับช่วงของความต่างศักย์ไฟฟ้าบนสายสัญญาณ เช่น ช่วงกว้างความต่างศักย์ไฟฟ้า ระหว่าง -5 ถึง +5 volts จะสร้างคลื่นที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วงกว้างความต่างศักย์ -3 กับ +3 volts
ความถี่ (frequency) หมายถึง จำนวนครั้งที่เกิดคลื่นซ้ำ ในรูปแบบเดิมในช่วงเวลาหนึ่ง คลื่นจะถูกแกว่งตามความถี่ที่กำหนด หน่วยของจำนวนครั้งที่คลื่นแกว่ง ในเวลาหนึ่งวินาทีเรียกว่า เฮิร์ทซ์ (Hertz: Hz) ตัวอย่างเช่น ถ้าคลื่นแกว่งซ้ำไปมาในรูปแบบเดิม 30 ครั้งในหนึ่งวินาที หมายความว่าคลื่นแกว่งที่ 30 รอบต่อ 1 วินาที หรือ 30 Hz ถ้าคลื่นแกว่งด้วยความถี่สูงในหลักพันรอบต่อวินาที จะมีหน่วยวัดเป็น กิโลเฮิร์ทซ์ (KHz) ถ้าเป็นหลักล้านรอบ หน่วยวัดเป็น เมกกะเฮิร์ทซ์ (MHz) และหลักพันล้านรอบมีหน่วยวัดเป็น กิกะเฮิร์ทซ์ (GHz)
โหมดของการส่งผ่านข้อมูล (Tranmission Mode)
สามารถแบ่งวิธีการส่งผ่านข้อมูลได้ 2 รูปแบบ
1). การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmistion)
ในการส่งข้อมูลแบบขนานทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปตามสายขนานกันและพร้อมกัน จำนวนสายส่งจะสองเท่ากับจำนวนบิตที่นำมาเข้ารหัส เช่น 8 บิต ต้องมีสายส่ง 8 เส้น เช่น ถ้าใช้รหัส ASCII 1 ตัวอักษรถูกแทนด้วย 8 บิต
2). การส่งผ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบนี้ ทุกบิตที่ถูกเข้ารหัสจะถูกส่งออกไปเรียงกันตามลำดับก่อนหลังตามกันไปโดยใช้สายเส้นเดียว
การส่งผ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1). การชิงโคนัส (Synchronization)
การส่งแบบชิงโดนัสจะส่งข้อมูลไปพร้อมกันโดยไม่มีช่องว่างแต่ต้องมีสัญญาณนำเพื่อให้ผู้รับทราบว่าจะเริ่มทำการส่งข้อมูล
2). การส่งข้อมูลแบบอะชิงโคนัส (Asynchronous)
การส่งข้อมูลแบบนี้จะต้องมีสัญญาณ Start ตามด้วยข้อมูลและ Stop ปิดท้ายข้อมูล
รหัสข้อมูล ( Data Code ) จากที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้การส่งข้อมูลดิจิตอลที่ใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไป
บนสายสัญญาณ ด้วยเทคนิคการเข้าสัญญาณแบบต่าง ๆ ข้อมูลจะต้องถูกแปลงเป็นชุดของตัวเลขบิท 0
และ 1
หน่วยของข้อมูลเช่น อักขระ ( character ) จะถูกแทนด้วยชุดของบิท 0 และ 1 จำนวนหนึ่ง เราเรียกชุด
ของบิท 0 และ 1 นี้ว่า รหัส
รหัสที่นิยมใช้กันในระบบสื่อสารข้อมูลมี 2 แบบ คือ
• รหัส ASCII
• รหัส EBCDIC
1. รหัส ASCII
ASCII ( American Standard Code for Information Interchange ) หรือ ที่รู้จักกันในนาม International
Alphabet Number 5
ASCII ใช้รหัส 7 บิท แทนอักษรและอักขระควบคุม เพื่อให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถสื่อสารกับ
คอมพิวเตอร์ได้
ตัวอย่างเช่น อักษร “B” ASCII = 66 แปลงเป็นฐานสอง แทนด้วยบิท 1000010
ตัวเลข “ 1 ” แทนด้วย บิท 0110001 เป็นต้น
ASCII ใช้เลข 7 บิท แทนตัวอักขระ และเติมบิทที่ 8 สำหรับควบคุมการผิดพลาด หรือตรวจสอบพาริตี้ (
parity ) ในระบบสื่อสารข้อมูล สามารถใช้พาริตี้คู่ หรือ พาริตี้คี่ เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลถูกส่งผ่านไปถึง
ผู้รับที่ปลายทางเหมือนกับที่ต้นทางทุกประการ
การส่งรหัสข้อมูลลงบนช่องสัญญาณ จะส่งจากขวาไปซ้าย คือ บิท b 1 อยู่ขวาสุดถูกส่งก่อนตามด้วย b
2 จนถึง b 7 จากนั้นจะเต็มบิทที่ 8 สำหรับควบคุม กรณีเลือกพาริตี้คี่ ( add parity ) บิทที่ 8 จะถูกเติมด้วย
บิท 0 หรือ 1 ที่ทำให้ผลรวมของจำนวนบิท “ 1 ” ในอักขระที่เป็นเลขคี่
ตัวอย่างเช่น เลข 7 บิทที่แทนอักษร “B” คือ 1000010 ดังนั้น บิทที่ 8 นี้จะทำให้ผลรวมของทุกบิท
สำหรับรหัสนี้เป็นพาริตี้คี่ ต้องเป็น “ 1 ” นั้นคือ เติม “ 1” ที่ซ้ายสุดของรหัสชุดนี้ 11000010
เมื่อสถานีรับรหัส ASCII ที่ใช้พาริตี้บิทคี่เข้ามา จะตรวจผลรวมของเลข “ 1” ของชุดรหัสที่แทนอักขระนั้น
ว่าเป็นเลขคี่หรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง ก็จะถือว่ามีข้อผิดพลาดจากการส่งสัญญาณ จากนั้นกระบวนการแก้ไข
ระดับความผิดพลาด ( link level error recovery ) เพื่อส่งให้มีสัญญาณใหม่อีกครั้ง กรณีพาริตี้คู่ พาริตี้
บิทเติมด้วยเลข “ 0” หรือ “ 1” เพื่อทำให้ผลการรวมของจำนวนบิท “ 1” ของรหัสที่แทนอักขระนั้นเป็นเลข
คู่ เช่น อักษร “B” พาริตี้บิทจะถูกเติมด้วย “ 0”
การตรวจสอบพาริตี้บิท เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจหาความผิดพลาดของการส่งสัญญาณ ถึงแม้ว่าไม่
สามารถคลอบคลุมได้ทุกข้อผิดพลาดก็ตาม
2. รหัส EBCDIC
EBCDIC ( Extended Binary Coded Decimal lnterchange ) IBM เป็นผู้คิดค้นรหัสนี้ขึ้นใช้กับเครื่อง
IBM System/360 ในปี 1960 โดยใช้รหัส 8 บิท แทนอักขระทั้ง 256 ตัว และอักขระควบคุม
ตัวอย่างเช่น อักษร “b” แทนด้วยรหัส 10000010 และ “ 1” แทนด้วยรหัส 11110001 รหัส EBCDIC ไม่
ใช้การตรวจสอบพาริตี้ แต่ใช้วิธีอื่นในการตรวจหาระดับความผิดพลาดของการส่งสัญญาณ ซึ่ง
โปรโตคอลสำหรับระดับการเชื่อมโยง ( Link-Level Protocol ) EBCDIC ไม่ใช้กันแพรหลายนัก แต่ก็มี
ความสำคัญเนื่องจากเป็นรหัสที่ใช้กับเครื่อง IBM
ช่องสัญญาณสื่อสารหมายถึง สื่อตัวกลางที่ข้อมูลเดินทางผ่านไปมาตัวอย่างได้แก่ สายไฟ , สาย UTP ,
STP , สายโดแอกเชียว , เคเบิลใยแก้วนำแสงและอากาศ เป็นต้น ซึ่งสื่อแต่ละชนิดจะมีสมรรถนะในการ
ส่งข้อมูลแตกต่างกันไป
บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
ความรู้พื้นฐานของการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างต้นทางและปลายทาง โดยใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง
เชื่อมต่อกันอยู่ด้วยสื่อกลางชนิดใดชนิดหนึ่งระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ คือ ระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สอง
ตัวขึ้นไป เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทาง
อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกันได้

2.2 แบบกึ่งสองทิศทาง(Half Duplex) ข้อมูลสามารถส่งสลับกัน
ได้ทั้ง 2 ทิศทาง โดยต้องผลัดกันส่งครั้งละทิศทางเท่านั้น ตัวอย่าง
เช่น วิทยุสื่อสารแบบผลัดกันพูด

2.3 แบบสองทิศทาง(Full Duplex) ข้อมูลสามารถส่งพร้อมๆ กัน
ได้ทั้ง 2 ทิศทางอย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ระบบโทรศัพท์


แบบอนุกรม

การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างต้นทางและปลายทาง โดยใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง
เชื่อมต่อกันอยู่ด้วยสื่อกลางชนิดใดชนิดหนึ่งระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ คือ ระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สอง
ตัวขึ้นไป เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทาง
อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกันได้
ชนิดของสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งได้เป็น
1 ชนิดของสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถแบ่งได้เป็น
1.1 สัญญาณอนาล็อก
สัญญาณอนาล็อก(Analog Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้อง
กับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มี
ลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบ
อนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น
สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
1.2 สัญญาณดิจิตอล
สัญญาณดิจิตอล(Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้อง
กับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่ง
ขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณ
ระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็น
สัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
2 ทิศทางการสื่อสารข้อมูล
สามารถแบ่งทิศทางการสื่อสารข้อมูลได้เป็น 3 แบบ คือ
2.1 แบบทิศทางเดียว(Simplex) ข้อมูลจะถูกส่งจากทิศทางหนึ่ง
ไปยังอีกทิศทางหนึ่ง โดยไม่สามารถส่งย้อนกลับมาได้ เช่น ระบบ
วิทยุ หรือโทรทัศน์

ได้ทั้ง 2 ทิศทาง โดยต้องผลัดกันส่งครั้งละทิศทางเท่านั้น ตัวอย่าง
เช่น วิทยุสื่อสารแบบผลัดกันพูด

2.3 แบบสองทิศทาง(Full Duplex) ข้อมูลสามารถส่งพร้อมๆ กัน
ได้ทั้ง 2 ทิศทางอย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ระบบโทรศัพท์

3. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมและแบบขนานการสื่อสารข้อมูลแบบ
อนุกรมจะเป็นการส่งข้อมูลทีละบิตต่อครั้งผ่านสายสื่อสาร ขณะที่การ
สื่อข้อมูลแบบขนานจะส่งข้อมูลเป็นชุดของบิตพร้อมๆ กันในแต่ละ
ครั้ง ซึ่งทำให้การส่งข้อมูลแบบขนานสามารถทำได้เร็วกว่า แต่จะเสีย
ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเช่นกัน เนื่องจากสายที่ใช้จะต้องมีช่องสัญญาณ

แบบอนุกรม

บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
ชนิดของสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์
สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ สัญญาณ อนาล็อก และสัญญาณดิจิตอล (รูปที่ 2.4) สัญญาณอนาล็อกได้แก่ สัญญาณเสียง และสัญญาณในธรรมชาติทั้งหมด ปัญหาที่สำคัญของสัญญาณ อนาล็อกก็คือเรื่องสัญญาณรบกวน ซึ่งในบางครั้งอาจทำให้ระบบไม่สามารถใช้งานได้เลย ดังนั้นจึงมีการนำสัญญาณดิจิตอลเข้ามาแทนที่ 1. สัญญาณแบบอนาล็อก (Analog Signal) จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่องที่ทุกๆ ค่า ที่เปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบนี้จะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากค่าทุกค่าถูกนำมาใช้งาน ซึ่งสัญญาณแบบอนาล็อกนี้จะเป็นสัญญาณที่สื่อกลางในการสื่อสารส่วนมากใช้อยู่เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น 2. สัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Signal) จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่าคือ สัญญาณระดับสูงสุด และสัญญาณระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอนาล็อกเนื่องจากมีการใช้งานค่าสองค่า เพื่อนำมาตีความหมายเป็น on/off หรือ0/1 เท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน
| ||||
บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
ความหมายของคำที่ใช้ในการสื่อสาร
ความรู้พื้นฐานเรื่องการสื่อสาร
การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต มนุษย์จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การสื่อสารมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาก การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารมีประโยชน์ทั้งในแง่บุคคลและสังคม การสื่อสารทำให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น การสื่อสารเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคม เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้ การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน และสังคมในทุกด้าน
การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต มนุษย์จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การสื่อสารมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาก การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารมีประโยชน์ทั้งในแง่บุคคลและสังคม การสื่อสารทำให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น การสื่อสารเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคม เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้ การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน และสังคมในทุกด้าน
ความหมายของการสื่อสาร
คำว่า การสื่อสาร (communications) มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า communis หมายถึง ความเหมือนกันหรือร่วมกัน การสื่อสาร (communication) หมายถึงกระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล
คำว่า การสื่อสาร (communications) มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า communis หมายถึง ความเหมือนกันหรือร่วมกัน การสื่อสาร (communication) หมายถึงกระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล
ความสำคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารมีความสำคัญดังนี้ 1. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีใครที่จะดำรงชีวิตได้ โดยปราศจากการสื่อสาร ทุกสาขาอาชีพก็ต้องใช้การสื่อสารในการปฏิบัติงาน การทำธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา พัฒนาการทางสังคม จึงดำเนินไปพร้อม ๆ กับพัฒนาการทางการสื่อสาร 2. การสื่อสารก่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและสังคม ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนในสังคม ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี สะท้อนให้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรือง วิถีชีวิตของผู้คน ช่วยธำรงสังคมให้อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 3. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทั้งตัวบุคคลและสังคม การพัฒนาทางสังคมในด้านคุณธรรม จริยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งศาสตร์ในการสื่อสาร จำเป็นต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
รูปแบบของระบบการสื่อสาร
รูปแบบของการสื่อสารข้อมูล (Communications Model) บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสาร
ลักษณะข้อมูลแบบดิจิตอล
บิต (Bit)
เป็นหน่อยข้อมูลดิจิตอลที่เล็กที่สุด ใช้ระบบคอมพิวเตอร์แบบดิจิตอลและทฤษฎีข้อมูลข้อมูลของบิตมีสถานะที่เป็นไปได้ 2 สถานะคือ
บิต 0 (ปิด)
บิต 1 (เปิด)
เคลาด์อีแชนนอน เริ่มใช้คำว่า บิต ในงานเขียนของเขาในปี พ.ศ.2491 โดยย่อจากคำเต็ม
ไบต์ (Byte)
เป็นกลุ่มของบิตซึ่งเดิมมีหลายขนาน แต่ปัจจุบัน มักเท่ากับ 8 บิต ไบต์ขนาน 8 บิต ไบต์ขนานบิตมีชื่อเรียกว่า ออกเท็ต สามารถ เก็บค่าได้
เวิร์ด (Word)
เป็นมาตรฐานตายตัว บนเครื่องคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม TA -32 จำนวน16 บิตจะเรียกว่าเวิร์ดในขณะที่32 บิตเรียกว่าดับเบิลเวิร์ด ในขณะที่สถาปัตยกรรมอื่นๆหนึ่งเวิร์ดมีค่าเท่ากับ 32 บิต 64บิตหรือค่าอื่นๆ
ในระบบโทรคมนาคม หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความเร็วในการส่งนิยมใช้หน่วยในรูปของบิตต่อวินาทีบิตเป็นหน่วยวัดข้อมูลเล็กที่สุดที่ใช้กันทั่วไป
หน่วยนับ
1กิโลบิต (Kb) =1,000 บิต หรือ 1,024 บิต
1เมกะบิต (Mb) =1,000กิโลบิต หรือ 1,024
1จิกะบิต (Gb) =1,000เมกะบิต หรือ 1,024
1เทราบิ (Tb) =1,000 จิกะบิต หรือ 1,024
บทที่1 หลักการเบื้องต้นของการสื่อสารการส่งผ่านข้อมูลแบบอนุกรม
|


